อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูล
องค์ความรู้ (KM)

“ตับจาก” สู่สังเวียน : เมื่อภูมิปัญญาเก่าเปิดคำถามใหม่ให้เมือง

OKMD แปดริ้ว ยอดเข้าชม 4 ครั้ง
“ตับจาก” สู่สังเวียน : เมื่อภูมิปัญญาเก่าเปิดคำถามใหม่ให้เมือง

จากวัสดุมุงหลังคา สู่เวทีมวยปิดตาที่ใช้หูฟังเสียงฝีเท้า “มวยตับจาก” ไม่ใช่แค่กีฬาพื้นบ้าน แต่คือระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมคน วัสดุ และเมืองเข้าด้วยกัน ชวนมองภูมิปัญญาท้องถิ่นในมุมใหม่ เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนา “เมืองแห่งการเรียนรู้” ยุคปัจจุบัน

     ใบจากที่ตากแห้งอาจดูเป็นเพียงวัสดุธรรมดาที่เคยอยู่ตามบ้านเรือนริมน้ำ แต่เมื่อถูกนำมาปูบนพื้นสังเวียน มันกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นที่ต้องอาศัยทั้งหู เท้า ไหวพริบ และการเรียนรู้จากพื้นที่ นี่คือ “มวยตับจาก” กีฬาพื้นบ้านที่มีรากอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนภาคตะวันออก โดยนำ “ตับจาก” ซึ่งเดิมใช้มุงหลังคา มาปูเป็นพื้นเวที นักมวยทั้งสองฝ่ายถูกปิดตาและต้องอาศัยเสียงฝีเท้าที่กระทบใบจากเพื่อคาดเดาตำแหน่งของคู่ต่อสู้ ก่อนจะออกหมัดไปยังทิศทางนั้น ความสนุกจึงไม่ได้เกิดจากการชกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่คนบนเวทีต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ร่างกายและประสาทสัมผัสอย่างไร เมื่อการมองเห็นถูกตัดออกไป 
 
เมื่อตับจากไม่ใช่แค่ของใช้ แต่เป็นครู
     มวยตับจากทำให้เห็นว่า ความรู้ของชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นจากตำราเสมอไป ใบจากมาจากสภาพแวดล้อมริมน้ำ ความรู้เรื่องการนำใบจากมาเย็บเป็น “ตับ” มาจากการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ส่วนการนำตับจากมาปูพื้นสังเวียนทำให้วัสดุชนิดเดียวกันสร้างเงื่อนไขใหม่ขึ้นมา นั่นคือ “เสียง” นักมวยต้องฟังเสียงการก้าวเท้า ต้องจับทิศทาง ต้องกะระยะ และต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดที่มองไม่เห็นคู่ต่อสู้ การฝึกจึงไม่ได้มีเพียงทักษะมวย แต่รวมถึงการฝึกประสาทสัมผัส การควบคุมร่างกาย และการตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นรายละเอียดที่กระทรวงวัฒนธรรมบันทึกไว้ในฐานข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้วย 
     หากมองให้กว้างขึ้น สังเวียนหนึ่งผืนจึงไม่ได้มีเพียงนักมวยสองคนอยู่บนนั้น แต่มีคนทำตับจาก คนรู้วิธีจัดพื้น คนฝึกมวย คนจัดกิจกรรม กรรมการ ผู้ชม และชุมชนที่ร่วมสร้างบรรยากาศของการละเล่นอยู่รอบวง ความรู้จึงไม่ได้อยู่ใน “มวย” อย่างเดียว หากอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคน วัสดุ พื้นที่ และวิธีปฏิบัติ
 
สังเวียนหนึ่งผืน แต่มีคนอยู่รอบวง
     นี่คือจุดที่ทำให้มวยตับจากน่าสนใจในฐานะเรื่องของ “ระบบนิเวศการเรียนรู้” คำว่า “นิเวศ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงธรรมชาติเท่านั้น แต่หมายถึงเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้ความรู้หนึ่งดำรงอยู่ได้ ตั้งแต่วัสดุที่หาได้ในพื้นที่ คนที่มีทักษะ พื้นที่สำหรับฝึกและจัดกิจกรรม ไปจนถึงคนดู คนรุ่นใหม่ และโอกาสที่ความรู้นั้นจะถูกนำกลับมาใช้ในบริบทใหม่ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ยังเชื่อมต่อกัน ความรู้ก็ยังเคลื่อนไหวได้แต่หากวัสดุเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน พื้นที่การเล่นหายไป หรือไม่มีคนส่งต่อ ความรู้ก็อาจเหลือเพียงชื่อและเรื่องเล่า มวยตับจากจึงไม่ได้ชวนให้มองเพียงว่า “มวยชนิดนี้สนุกอย่างไร” แต่ชวนถามว่า อะไรทำให้ภูมิปัญญาหนึ่งอยู่รอด และอะไรทำให้มันค่อย ๆ หลุดออกจากชีวิตประจำวัน
 
แต่เมื่อเมืองเปลี่ยน นิเวศก็เปลี่ยน
     มวยตับจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2556 ในสาขากีฬาภูมิปัญญาไทย ประเภทกีฬาพื้นบ้าน โดยฐานข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมระบุพื้นที่อ้างอิงในจังหวัดฉะเชิงเทราไว้ที่ค่ายมวยไทย ป.ประมุข อำเภอบางคล้า รายละเอียดนี้ทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างมวยตับจากกับฉะเชิงเทราอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ตีความเกินหลักฐาน เพราะข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมอธิบายมวยตับจากในฐานะ กีฬาพื้นบ้านของภาคตะวันออก ไม่ใช่ภูมิปัญญาที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง 
     ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่า “มวยตับจากเป็นของฉะเชิงเทราหรือไม่” หากเป็นการมองว่า ฉะเชิงเทรามีร่องรอยและพื้นที่อ้างอิงของภูมิปัญญานี้อยู่ และร่องรอยนั้นกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของเมือง เพราะเมืองในวันนี้ไม่ได้มีสภาพแวดล้อมเหมือนเมืองในวันที่ภูมิปัญญานี้เกิดขึ้นเมื่อวัสดุที่เคยหาได้ง่ายไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตแบบเดิม พื้นที่การเล่นเปลี่ยนไป และรูปแบบความบันเทิงของผู้คนเปลี่ยนแปลง ความรู้ที่เคยส่งต่อกันผ่านการลงมือทำก็ย่อมเผชิญคำถามใหม่ว่า จะเดินทางต่ออย่างไร
 
เมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์
     ฉะเชิงเทราเข้าร่วมเครือข่าย UNESCO Global Network of Learning Cities ตั้งแต่ปี 2020 และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเคยใช้คำว่า “ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของเมืองแปดริ้ว” ในการอธิบายกลไกการเรียนรู้ของเมือง โดยกล่าวถึงบทบาทของศูนย์การเรียนรู้เมืองฉะเชิงเทรา หรือ KCC และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 
     ในความหมายนี้ “เมืองแห่งการเรียนรู้” จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างสถานที่เรียนรู้ขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่อาจหมายถึงการมองเห็นว่า ความรู้ซ่อนอยู่ตรงไหนในชีวิตของเมือง และทำอย่างไรให้ความรู้นั้นกลับมาเชื่อมโยงกับผู้คนได้อีกครั้ง
มวยตับจากจึงเป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะความรู้ไม่ได้อยู่ในรูปแบบห้องเรียน หากกระจายอยู่ในวัสดุ วิธีทำ การเคลื่อนไหว กติกา ความทรงจำ และความสัมพันธ์ของผู้คน การเรียนรู้เรื่องมวยตับจากอาจเริ่มจากการรู้จักใบจาก แต่เมื่อมองลึกลงไปก็สามารถพาไปสู่คำถามเรื่องภูมินิเวศริมน้ำ วิถีชีวิต การใช้วัสดุท้องถิ่น การฝึกประสาทสัมผัส กีฬา ศิลปะการต่อสู้ ความสัมพันธ์ในชุมชน และการเปลี่ยนแปลงของเมือง จาก “ของเก่า” จึงกลายเป็นประตูไปสู่ความรู้หลายชุด
     การทำให้มรดกภูมิปัญญากลับมามีชีวิตจึงอาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนำทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่า เราจะดึง “แก่นความรู้” ออกมาจากสิ่งนั้นได้อย่างไร จากตับจาก อาจเรียนรู้เรื่องวัสดุและภูมิปัญญาการใช้ทรัพยากร จากสังเวียน อาจเรียนรู้เรื่องประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว จากกติกา อาจเรียนรู้เรื่องน้ำใจนักกีฬาและการอยู่ร่วมกัน และจากการเปลี่ยนแปลงของมวยตับจาก อาจเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป 
     ความรู้เหล่านี้อาจเดินทางต่อได้ แม้รูปแบบการละเล่นจะไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม นี่อาจเป็นบทบาทหนึ่งของเมืองแห่งการเรียนรู้ คือไม่เพียงเก็บอดีตไว้ แต่ช่วยให้ผู้คนมองเห็นว่าอดีตยังมีคำถามอะไรสำหรับปัจจุบัน และความรู้นั้นจะถูกนำไปคิดต่อในอนาคตได้อย่างไร
     จากตับจากหนึ่งผืน เราจึงไม่ได้เห็นเพียงเวทีมวยเก่า ๆ แต่เห็นความสัมพันธ์ของคน วัสดุ พื้นที่ และความรู้ที่เคยทำให้ภูมิปัญญาหนึ่งเกิดขึ้นได้  และเมื่อเมืองเปลี่ยน คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “เราจะรักษามวยตับจากไว้อย่างไร” 
     แต่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “เรามองเห็นความรู้ที่ยังซ่อนอยู่ในชีวิตของเมืองครบแล้วหรือยัง และเราจะทำให้ความรู้นั้นเดินทางต่อไปได้อย่างไร” เพราะเมืองแห่งการเรียนรู้อาจไม่ได้เริ่มจากการสร้างแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นเสมอไป
      แต่อาจเริ่มจากการกลับไปมองสิ่งที่เมืองมีอยู่แล้ว แล้วค้นให้พบว่า ในสิ่งธรรมดาเหล่านั้น ยังมีความรู้อะไรที่รอให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้และตั้งคำถามต่อ