ถอดรหัสความสำเร็จ "เทศกาลฉะ-หลาด" งานวัดยุคใหม่ที่เปลี่ยนเมืองแปดริ้วให้กลายเป็นห้องเรียนมีชีวิต ผสานเสียงเพลง เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI)
ภาพจำของ “งานวัด” หรือ “ตลาดนัดท้องถิ่น” มักผูกติดกับความคึกคักชั่วครั้งชั่วคราว ประดับประดาด้วยแสงไฟนีออนหลากสี เสียงเพลงจากลำโพงเคลื่อนที่และผู้คนที่เดินเบียดเสียดในยามค่ำคืน ก่อนที่ความสนุกสนานเหล่านี้จะจางหายไปพร้อมกับความเงียบงันในยามงานเลิกราในยามดึก
แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากงานเทศกาลชุมชนถูกร้อยเรียงขึ้นใหม่ด้วย "เสียงเพลง เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม" จนกลายเป็นพื้นที่ชีวิตที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน คุ้มค่ากับงบประมาณทุกบาทที่ได้ลงทุน
"เทศกาลฉะ-หลาด" ถนนคนเดินวิถีเมืองแห่งการเรียนรู้
ฉะ-หลาด เป็นผลลัพธ์จากการผนึกกำลังของเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราและมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ที่ร่วมกันเนรมิตพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นห้องเรียนมีชีวิต เต็มอิ่มด้วยเสียงดนตรีจากเยาวชน กลิ่นอายประวัติศาสตร์ริมทางรถไฟและสินค้าจากภูมิปัญญาพื้นที่กว่า 190 ร้านค้า งานนี้สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 56,000 คน พร้อมสร้างเม็ดเงินสะพัดในจังหวัดได้มหาศาล กลายเป็นต้นแบบ "งานวัดยุคใหม่" ที่ตอบโจทย์ทั้งความสุขของคนในเมืองและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
การขับเคลื่อนฉะเชิงเทราให้ก้าวสู่เป้าหมายเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับโลกจากยูเนสโก (UNESCO Learning City) นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เริ่มต้นจากโจทย์ตั้งต้นที่ต้องการดึง "ทุนทางวัฒนธรรม" ที่หลับใหลให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมืองแปดริ้วไม่ได้มีดีแค่ความศรัทธาแต่ยังอุดมไปด้วยมิติทางประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรมของย่านเก่าชุมชนริมน้ำ ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนตลอดจนชุมชนมุสลิมเก่าแก่ที่มีรากฐานการค้าขายร่วมกันมาอย่างยาวนาน สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาปัดฝุ่นและร้อยเรียงเรื่องเล่าใหม่ ผ่านพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้คนรุ่นใหม่และผู้มาเยือนได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเองไปพร้อมกับความเพลิดเพลิน
ถอดรหัสความสำเร็จ: สองหมุดหมาย สองพลังขับเคลื่อน
เบื้องหลังความสำเร็จของเทศกาลนี้ไม่ใช่การสั่งการจากภาครัฐ หากแต่เกิดจากกลไกการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง (Co-Creation) ของเครือข่ายพัฒนาเมือง ภาครัฐ ภาคประชาสังคมและสภาวัฒนธรรม ทุกภาคส่วนได้ร่วมโต๊ะระดมสมอง สำรวจทุนทางวัฒนธรรมและออกแบบพื้นที่สาธารณะร่วมกัน ตั้งแต่การใช้พื้นที่ประวัติศาสตร์ริมกำแพงเมืองโบราณ ไปจนถึงการเนรมิตพื้นที่ใต้สะพานรถไฟชุมชนตลาดบ้านใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกช่วงวัย กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาออกแบบเมืองด้วยกัน เมืองก็พร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนจากรากฐานของตัวเอง
การจุดประกายครั้งแรกที่เลือกใช้พื้นที่ประวัติศาสตร์ริมกำแพงเมืองฉะเชิงเทราและสวนสาธารณะริมแม่น้ำบางปะกงเป็นสนามทดลอง งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฉลิมฉลองเทศกาลประเพณี แต่เป็นการเปิดพื้นที่สาธารณะให้เด็ก เยาวชน นักเรียน และผู้ประกอบการท้องถิ่น เป็นการเปิดพื้นที่ต้อนรับผู้ประกอบจากผู้คนที่หลากหลายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออกทางวัฒนธรรมและการค้าขาย ผลลัพธ์ในก้าวแรกนี้สามารถสร้างการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้สู่ชุมชนได้กว่า 5.7 แสนบาท จากผู้เข้าร่วมงานราว 5,000 คน พิสูจน์ให้เห็นว่าทุนทางวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงตั้งแต่ก้าวแรก
ก้าวที่เติบโต : "ถนนคนเดิน ครั้งที่ 3 ฉะ-หลาด วิถีเมืองแห่งการเรียนรู้"
จากความสำเร็จในก้าวแรก นำมาสู่การยกระดับสเกลงานครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2569 ณ บริเวณใต้สะพานรถไฟชุมชนตลาดบ้านใหม่ งานนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้มีชีวิตขนาดยักษ์ ที่รวบรวมร้านค้าชุมชนกว่า 190 ร้าน และจุดเรียนรู้สร้างสรรค์อีก 10 จุด ที่เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้มาเรียนรู้ร่วมกันผ่านอาหาร ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ร่วมกับปรากฏการณ์พลังโซเชียลที่ทำให้เมืองบอกเล่าเรื่องราวด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในหมุดหมายนี้คือ "พลังการบอกต่อ" ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดการจัดงาน 3 วัน มีผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมงานรวมกันสูงถึง 56,828 คน (เฉลี่ยเกือบ 19,000 คนต่อวัน) ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า เมื่อผู้เข้าร่วมงานสัมผัสได้ถึงความสนุก ความอบอุ่น และเสน่ห์ของเรื่องเล่าท้องถิ่น พวกเขาได้กลายเป็น "กระบอกเสียง" สำคัญที่ช่วยกันแชร์ภาพความประทับใจออกไปในโลกออนไลน์ จนดึงดูดให้ผู้คนนับหมื่นตบเท้าเข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสุขนี้ด้วยตัวเองในวันถัดๆ ไป
ความสำเร็จของ "เทศกาลฉะ-หลาด" นอกจากการวัดคุณค่าของงานจากรอยยิ้มและความสุขของผู้ร่วมงานแล้วยังสะท้อนผ่านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยข้อมูลทางเศรษฐกิจของเม็ดเงินสะพัดและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดงานตลอด 3 วันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจายไปยังสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม ของฝาก และของที่ระลึก ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน เมื่อนำงบประมาณที่ใช้ในการจัดงานมาประเมินร่วมกับมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น เปรียบเทียบได้ว่าการลงทุนทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมและเศรษฐกิจได้ถึง 7.6 บาท ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเทศกาลฉะ-หลาดเป็นเทศกาลสร้างสรรค์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน สามารถกระจายรายได้ สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน และก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเมืองได้อย่างยั่งยืน