อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูล
องค์ความรู้ (KM)

4 ศรัทธา ในเมืองเดียวกัน : ‘ภูมิคุ้มกันใจ’ แปดริ้วเมืองแห่งพหุวัฒนธรรม

OKMD แปดริ้ว ยอดเข้าชม 11 ครั้ง
4 ศรัทธา ในเมืองเดียวกัน :  ‘ภูมิคุ้มกันใจ’ แปดริ้วเมืองแห่งพหุวัฒนธรรม

เสียงระฆัง ควันธูป และเสียงอะซานในซอยเดียวกัน... สัมผัส ‘แปดริ้ว’ เมืองพหุวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความต่างทางศรัทธา ให้กลายเป็นภูมิคุ้มกันใจและความสุขของผู้คน"

     เสียงระฆังโบสถ์คริสต์ที่ดังแว่วมาพร้อมกับเสียงสวดมนต์ยามเช้า ผสมผสานกลิ่นธูปหอมควันกรุ่นจากศาลเจ้าจีนและวัดพุทธที่ตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกล ตลอดจนเสียงอะซานจากมัสยิดที่สะท้อนก้องวิถีชีวิตริมสายน้ำ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ฉากจากภาพยนตร์แฟนตาซีที่ผสมผสานโลกหลายใบเข้าด้วยกัน แต่คือภาพชีวิตจริงที่ดำเนินไปอย่างกลมกลืนใน “เมืองเดียวกัน” ของย่านเมืองเก่าฉะเชิงเทราหรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ 
     “เมืองแปดริ้ว” 
     เมื่อเอ่ยถึงฉะเชิงเทราคนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพจำของการเดินทางมาสักการะหลวงพ่อโสธรฯ ที่พึงพิงทางใจ 
     ทว่าหากลองก้าวเท้าลัดเลาะเข้าสู่ตรอกซอกซอยและย่านชุมชนดั้งเดิม แปดริ้วจะเผยให้เห็นมิติที่ลึกซึ้งและเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับพักหัวใจใน “เมืองพหุวัฒนธรรม” ที่มีรากเหง้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน จากการอพยพและการตั้งถิ่นฐานผสมผสานของผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งไทย จีน มอญ และมุสลิม ซึ่งสายธารแห่งความหลากหลายนี้ไม่ได้ไหลแยกจากกัน หากแต่ไหลมารวมกันจนกลายเป็นผืนผ้าใบทางวัฒนธรรมที่งดงามและแน่นแฟ้น 
 
พิกัดศรัทธาและความต่างที่กลมกลืน
     หากเปรียบเมืองเป็นผืนผ้าใบ แปดริ้วก็คือภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีอันหลากหลายของความศรัทธา เมื่อเรากางแผนที่เดินเท้าสำรวจหัวใจของเมืองฉะเชิงเทรา เราจะพบว่าศาสนสถานของความเชื่อที่แตกต่างไม่ได้ถูกแยกให้อยู่คนละมุมเมือง หากแต่ตั้งอยู่ใกล้ชิดกันจนกลายเป็นภาพสะท้อนของ
“4 ศาสนา 1 ซอยเดียวกัน” ที่อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยและเคารพซึ่งกันและกันอย่างน่าอัศจรรย์ 
     เริ่มต้นที่ รากเหง้าแห่งความศรัทธาคู่สายน้ำบางปะกง ที่เริ่มที่ พุทธศาสนาและเต๋า (จีน) ศูนย์รวมจิตใจสูงสุดของชาวแปดริ้วและชาวไทยอย่าง วัดโสธรวรารามวรวิหาร อารามหลวงคู่บ้านคู่เมืองที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสธร สัญลักษณ์แห่งความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ 
     ขยับเข้ามาใกล้กันในย่านชุมชน เราจะพบกับ วัดอุภัยภาติการาม (วัดซำปอกง) และวัดจีนอื่นๆ รวมถึงวัดมอญดั้งเดิมอย่าง วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฏิ์ ซึ่งเป็นตัวแทนอันทรงคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมไทย-จีนและกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันผ่านประเพณีและวิถีชีวิตริมน้ำ 
     ถัดมาในพื้นที่เขตเมือง เราจะพบการปักหมุดของศาสนสถานทางคริสต์ศาสนา เช่น โบสถ์คริสต์และวัดคาทอลิก (อาทิ วัดเซนแอนโทนี) การปรากฏอยู่ของศาสนสถานแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ประกอบพิธีมิสซาสำหรับศาสนิกชนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญ ทำให้ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเมืองฉะเชิงเทรามีความสมบูรณ์ สะท้อนถึงสังคมที่เปิดกว้างและโอบรับความเชื่อที่หลากหลายได้อย่างกลมกลืน 
     และพื้นที่ตั้ง รากเหง้าดั้งเดิมและศูนย์กลางชุมชนมุสลิม อีกหนึ่งเสาหลักที่สำคัญคือ มัสยิดกลางฉะเชิงเทรา และเครือข่ายชุมชนมุสลิมที่มีการตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนานกระจายตัวอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว มัสยิดแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของพี่น้องชาวมุสลิมในการประกอบศาสนกิจและจัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ในท้องถิ่น สะท้อนมิติพหุวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของแปดริ้วมาช้านาน 
     เมื่อมองลึกลงไปมากกว่ารูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม เราจะพบว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “พื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา” ตามความเชื่อเฉพาะกลุ่มเท่านั้น 
     แต่ในบริบทของเมืองแห่งการเรียนรู้ สถานที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้วัฒนธรรม” และเป็นห้องเรียนมีชีวิตที่ช่วยถ่ายทอดภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ และคุณค่าการอยู่ร่วมกันข้ามรุ่น จากผู้เฒ่าผู้แก่สู่คนรุ่นใหม่ในชุมชนอย่างยั่งยืน
 
กลไกจัดการและกระบวนการเรียนรู้ : เบื้องหลังเมืองพหุวัฒนธรรมที่มีชีวิต 
     ความกลมกลืนของ 4 ศาสนสถานในซอยเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่มี เบื้องหลังอันทรงพลังขับเคลื่อนผ่านกลไกการจัดการเชิงพื้นที่และกระบวนการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา ซึ่งเปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม 
     การขับเคลื่อนแบบเครือข่ายและการใช้พื้นที่สาธารณะ ความสำเร็จของแปดริ้วเริ่มต้นจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราทีมนักวิจัย และเครือข่ายพัฒนาเมือง ในการดึงเอาพื้นที่สาธารณะมาใช้ประโยชน์ในมิติใหม่ 
ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกทุนทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า อย่างอาคารที่ทำการมณฑลปราจีนบุรีเดิม (อาคารศาลากลางจังหวัดและสำนักงานเทศบาลเก่าสไตล์นีโอคลาสสิคริมแม่น้ำบางปะกง) มาปัดฝุ่นเล่าเรื่องใหม่ผ่านนิทรรศการและการออกแบบสื่อความหมายเชิงกราฟิก ทำให้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เคยอยู่แต่ในตำรากลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงและอินตามได้ง่าย 
     กระบวนการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วม พื้นที่ทางจิตวิญญาณถูกยกระดับให้เป็นห้องเรียนไร้ผนัง โดยมีการเปิดพื้นที่ของ “มัสยิดกลางฉะเชิงเทรา” และศาสนสถานต่างๆ ให้กลายเป็นพื้นที่กลางสำหรับจัดกิจกรรมชุมชน นิทรรศการประวัติศาสตร์ รวมถึงเวทีแสดงออกทางวัฒนธรรมของเด็กและเยาวชนจากสถานศึกษาในพื้นที่ เช่น โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ และโรงเรียนสนามชัยเขต กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมผ่านการลงมือทำจริง สร้างความเข้าใจอันดี และหลอมรวมผู้คนทุกกลุ่มในท้องถิ่นให้รู้สึกเป็นเจ้าของเมืองร่วมกัน 
     การให้ความสำคัญต่อการสร้าง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ฐานราก (Creative Local Economy) เมืองแห่งการเรียนรู้ที่ดีต้องเติบโตได้ทางเศรษฐกิจ แปดริ้วจึงใช้กลไกการจัดเทศกาลเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City Festival Chachoengsao) เป็นเครื่องมือสำคัญ 
     งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ร้านค้าชุมชนและรถ Food Truck ที่มีทั้งอาหารพื้นถิ่น อาหารจีน และอาหารอิสลาม ได้มาออกบูธร่วมกัน เกิดเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม พิสูจน์ให้เห็นว่า "พหุวัฒนธรรม" ไม่เพียงแต่สร้างความสุขทางใจ แต่ยังสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรากหญ้าได้อีกด้วย 
     ภาพของโบสถ์คริสต์ ศาลเจ้าจีน วัดพุทธ และมัสยิดอิสลามที่ตั้งอยู่เคียงข้างกันในตรอกซอกซอยเดียวกันของฉะเชิงเทรา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงดงามทางสถาปัตยกรรมหรือภาพสะท้อนทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่คือประจักษ์พยานอันทรงพลังที่ยืนยันในความงดงามของ “ความแตกต่างหลากหลาย” 
     อีกทั้งด้วยกลไกการจัดการเมืองอย่างสร้างสรรค์ การเปิดพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน และการร้อยเรียงทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ 
     เมืองแปดริ้วจึงได้แปลงโฉมตัวเองเป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ที่มีชีวิตและลมหายใจเดียวกัน ที่ซึ่งความแตกต่างถูกถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็น “ภูมิคุ้มกันทางใจ” อันแข็งแกร่งให้แก่คนในชุมชน พร้อมทั้งส่งต่อความสุขและความอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน 
หากคุณกำลังมองหาคำตอบว่า 
     สังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนต่างที่มาและต่างความเชื่อจะสามารถโอบกอด ยิ้มให้ และเดินเคียงข้างกันไปได้อย่างไร 
     ลองเปิดใจออกเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศของ “แปดริ้ว” ด้วยตาตัวเองสักครั้ง 
     แล้วคุณจะค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันในฐานะ “เพื่อนมนุษย์” นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร