อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูล
องค์ความรู้ (KM)

จากผืนป่าสู่วิถีชีวิต : พหุวัฒนธรรมและภูมิปัญญาคนเชียงดาว

OKMD เชียงดาว ยอดเข้าชม 14 ครั้ง
จากผืนป่าสู่วิถีชีวิต :  พหุวัฒนธรรมและภูมิปัญญาคนเชียงดาว

เชียงดาวไม่ได้มีเพียงภูเขาและผืนป่า หากยังมีเรื่องราวของผู้คนหลายกลุ่มที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ปรับตัว และสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่ ความรู้เรื่องการทำกิน ธรรมชาติ ความเชื่อ และการอยู่ร่วมกันจึงค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับชีวิตของผู้คน จนเกิดเป็นพหุวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีชีวิตของเชียงดาว

     เมื่อพูดถึงเชียงดาว ภาพที่ปรากฏขึ้นในความคิดของคนส่วนใหญ่อาจเป็นดอยหลวง ป่าเขา ถ้ำ หรือหมู่บ้านท่ามกลางภูเขา แต่ถ้าขยับสายตาจากภูมิประเทศเข้ามาหาผู้คน จะพบอีกชั้นหนึ่งของเชียงดาวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือประวัติศาสตร์ของผู้คนหลายกลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากิน และสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่แห่งนี้ในช่วงเวลาและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
     ผู้คนเหล่านี้มีประวัติการเดินทางไม่เหมือนกัน บางกลุ่มมีประวัติการตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่มายาวนาน ขณะที่บางกลุ่มเคลื่อนย้ายจากพื้นที่อื่นเข้ามาด้วยเหตุผลเกี่ยวกับที่ดิน การทำมาหากิน การจ้างงาน หรือเงื่อนไขทางสังคมและการเมือง เมื่อเข้ามาอยู่ในภูมิประเทศเดียวกัน วิถีชีวิตเดิมจึงต้องพบกับสภาพแวดล้อมใหม่ และค่อย ๆ เกิดการปรับตัว เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนกับผู้คนที่อยู่ร่วมพื้นที่
เรื่องของเชียงดาวจึงอ่านได้อีกแบบหนึ่ง ผ่าน “แผนที่ของผู้คน”

ภูมิประเทศเดียวกัน ความรู้จึงเริ่มจากชีวิตประจำวัน
     ความรู้ของผู้คนในเชียงดาวไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน การเลือกพื้นที่ทำกิน การรู้จักพืชที่ขึ้นตามฤดูกาล การหาอาหาร การดูแลแหล่งน้ำ การจัดแรงงานในครัวเรือนและชุมชน ตลอดจนความเชื่อและพิธีกรรม ล้วนเป็นความรู้ที่เกิดจากการอยู่กับพื้นที่และการแก้ปัญหาที่พบในแต่ละวัน
     งานศึกษาชุมชนหนองแขม ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว สะท้อนให้เห็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลายกลุ่มอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งลาหู่ ลีซู ไทใหญ่ และชาวจีน แต่ละกลุ่มยังคงมีภาษา ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรมบางส่วนที่เป็นของตนเอง ขณะเดียวกันการอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกันก็ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและปรับตัวระหว่างกัน
     ความรู้จึงไม่ได้อยู่กับสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เดินทางไปพร้อมกับผู้คน
     เมื่อผู้คนเคลื่อนย้าย ความรู้เกี่ยวกับอาหาร การทำกิน การใช้ทรัพยากร การดูแลครอบครัว หรือความเชื่อ ก็เดินทางมาด้วย และเมื่อความรู้เหล่านั้นพบกับภูมิประเทศใหม่ ก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของชีวิต

จากการเดินทาง สู่การตั้งบ้าน
     ประวัติของชุมชนดาระอางในเชียงดาวเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น งานศึกษาหลายชิ้นกล่าวถึงการเคลื่อนย้ายของผู้คนดาระอางจากพื้นที่ในรัฐฉานและบริเวณใกล้เคียงของเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ที่ดิน การทำมาหากิน และเงื่อนไขทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง
     เมื่อเข้ามาอยู่ในเชียงดาว การดำรงชีวิตก็ไม่ได้ดำเนินไปในรูปเดิมทั้งหมด ผู้คนต้องเรียนรู้สภาพพื้นที่ใหม่ ทั้งภูเขา ป่า ที่ดิน แหล่งน้ำ ตลาด และความสัมพันธ์กับชุมชนอื่น ข้อมูลจากการศึกษาชุมชนดาระอางในพื้นที่ปางแดงยังสะท้อนให้เห็นทั้งการทำเกษตรบนพื้นที่สูง การเก็บใบชาเพื่อเป็นแรงงานและรายได้ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดมากขึ้น
     การตั้งถิ่นฐานจึงไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว หากเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปพร้อมกับผู้คนและเงื่อนไขของพื้นที่
     ปางแดงเองเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีผู้คนหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ทั้งดาระอาง ลาหู่ ลีซู และผู้คนกลุ่มอื่น ๆ ความเป็นชุมชนจึงไม่ได้เกิดจากการมีผู้คนเหมือนกันทั้งหมด หากเกิดขึ้นจากการใช้พื้นที่ร่วมกัน การทำมาหากิน การติดต่อระหว่างกัน และการปรับตัวในชีวิตประจำวัน

เมื่อความรู้ต้องปรับตัวตามพื้นที่
     การเดินทางมาถึงเชียงดาวไม่ได้หมายความว่าความรู้เดิมจะสามารถนำมาใช้ได้เหมือนเดิมทุกอย่าง
     ภูเขาและป่ากำหนดรูปแบบการทำกิน แหล่งน้ำกำหนดจังหวะของการเพาะปลูก ตลาดทำให้การผลิตบางอย่างเปลี่ยนไป ขณะที่กฎระเบียบของรัฐและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับที่ดินและทรัพยากรต้องปรับตัวอยู่เสมอ
     งานศึกษาชุมชนดาระอางจึงน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มองวัฒนธรรมเป็นสิ่งหยุดนิ่ง หากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตเมื่อผู้คนต้องสัมพันธ์กับชุมชนอื่น เศรษฐกิจ และเงื่อนไขของรัฐ ความรู้เกี่ยวกับพืช อาหาร การเพาะปลูก การทำงานร่วมกัน หรือความเชื่อดั้งเดิมยังคงมีความหมาย แต่ถูกนำมาใช้ภายใต้สถานการณ์ใหม่
     ในความหมายนี้ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” จึงไม่ใช่เพียงความรู้เก่าแก่ที่รอการอนุรักษ์ หากเป็นความสามารถของผู้คนในการนำความรู้ที่มีมาปรับใช้กับปัญหาและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
     คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เชียงดาวมีภูมิปัญญาอะไรบ้าง แต่คือ ความรู้เหล่านั้นถูกปรับใช้และส่งต่ออย่างไร เมื่อพื้นที่และชีวิตเปลี่ยนไป

พหุวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
     หากมองเชียงดาวผ่านแผนที่ของผู้คน จะพบว่าพหุวัฒนธรรมไม่ได้หมายถึงการนำรายชื่อกลุ่มชาติพันธุ์มาวางเรียงกัน แต่หมายถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนซึ่งมีภาษา ความเชื่อ ประวัติการเดินทาง และวิถีชีวิตต่างกัน ต้องใช้พื้นที่เดียวกัน
     หนองแขมและปางแดงทำให้เห็นภาพเช่นนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ในพื้นที่เดียวกันอาจมีทั้งการทำนา การทำไร่ การเก็บของป่า การค้าขาย การใช้แรงงานระหว่างหมู่บ้าน และพิธีกรรมทางความเชื่อที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน ผู้คนก็ไม่ได้ดำรงชีวิตแยกขาดจากกันทั้งหมด ความรู้บางอย่างถูกแลกเปลี่ยน บางอย่างปรับเปลี่ยน และบางอย่างยังคงรักษาไว้เพื่อยืนยันความทรงจำและตัวตนของชุมชน
     แม้แต่ชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มคนก็มีความหมาย งานศึกษาด้านชาติพันธุ์ของดาระอางชี้ให้เห็นว่า “ดาระอาง” เป็นชื่อที่ผู้คนใช้เรียกตนเอง ขณะที่ชื่อเรียกจากภายนอกอาจเกิดขึ้นในบริบทและความหมายที่แตกต่างกัน การเข้าใจชื่อที่ผู้คนใช้เรียกตนเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าใจประวัติศาสตร์และตัวตนของชุมชนด้วย
     เมื่อมองเช่นนี้ พหุวัฒนธรรมของเชียงดาวจึงไม่ใช่ภาพของวัฒนธรรมหลายแบบที่วางอยู่เคียงกัน หากเป็นกระบวนการที่ผู้คนเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมพื้นที่เดียวกันอย่างไร

เมืองที่เรียนรู้จากคนหลายรุ่น
     สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อพูดถึง “เมืองแห่งการเรียนรู้” เราอาจเผลอมองการเรียนรู้เป็นเรื่องของโรงเรียน ห้องสมุด หรือแหล่งเรียนรู้ที่ถูกจัดตั้งขึ้น แต่เชียงดาวชวนให้มองกว้างกว่านั้น
     ความรู้ของคนที่รู้จักป่าและพื้นที่ทำกินมานาน อาจพบกับความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นใหม่ ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้สูงอายุอาจกลายเป็นข้อมูลให้เด็กและคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับอนาคต ขณะที่ความรู้จากการทำมาหากินของแต่ละชุมชนก็สามารถเชื่อมโยงกับการศึกษา การวิจัย หรือการทำงานสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ได้
     ในช่วงราวทศวรรษที่ผ่านมา เชียงดาวยังมีผู้คนจากหลากหลายพื้นฐานเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่ หลายคนเข้ามาพร้อมความรู้และประสบการณ์ของตนเอง แล้วค่อย ๆ เชื่อมโยงกับผู้คน ชุมชน และธรรมชาติที่มีอยู่เดิม เกิดเป็นบ้านเรียน พื้นที่สร้างสรรค์ กลุ่มการเรียนรู้ และกิจกรรมรูปแบบใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้ของเชียงดาวไม่ได้หยุดอยู่กับสิ่งที่สืบทอดมาจากอดีต หากยังมีความรู้ชุดใหม่เข้ามาพบ ปรับ และเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่
      เชียงดาวจึงอาจไม่ได้มีเพียง “ภูมิปัญญา” ในความหมายของสิ่งที่คนรุ่นหนึ่งส่งต่อให้คนอีกรุ่นหนึ่ง หากยังมีความรู้ที่กำลังเกิดขึ้นจากการพบกันของผู้คนต่างวัย ต่างประสบการณ์ และต่างเส้นทางชีวิต
      เมืองแห่งการเรียนรู้ในความหมายนี้ จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสถานที่ใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองเห็นว่า ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่มีความรู้อะไร และความรู้เหล่านั้นกำลังเดินทางไปพบใคร
     เพราะเชียงดาวไม่ได้มีเพียงภูเขาหนึ่งลูก
     แต่มีผู้คนหลายชีวิตที่กำลังเรียนรู้ภูเขาลูกเดียวกัน และสร้างความหมายของพื้นที่แห่งนี้ขึ้นใหม่อยู่เสมอ