ที่เชียงดาวมีพื้นที่แห่งหนึ่งที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การแสดงละครหรือการจัดกิจกรรม แต่ค่อย ๆ กลายเป็นจุดเชื่อมคน ความรู้ และพื้นที่ต่าง ๆ เข้าหากัน จนมองได้ในฐานะ “สถานีการเรียนรู้” และประตูบานหนึ่งของเมืองแห่งการเรียนรู้เชียงดาว
ถ้ามองจากภายนอก มะขามป้อมอาร์ตสเปซ เชียงดาว อาจดูเหมือนพื้นที่ศิลปะแห่งหนึ่งกลางทุ่งนา มีโรงละคร บ้านศิลปิน ลานประติมากรรม พื้นที่ทำกิจกรรม และที่พักสำหรับคนที่เดินทางมาเรียนรู้ แต่เมื่อมองดูว่า “คนมาที่นี่เพื่ออะไร” ภาพจะกว้างกว่านั้น
บางคนมาที่นี่เพื่อเรียนละคร บางคนมาเรียนรู้การเป็นวิทยากรกระบวนการ บางคนมาแลกเปลี่ยนเรื่องการศึกษา ขณะที่บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ แล้วพบว่าความรู้ที่กำลังตามหาไม่ได้อยู่ในห้องที่มานั่งเรียน แต่อยู่ในป่า ในชุมชน ในการสนทนา หรือในพื้นที่ของคนอื่นที่อยู่ไม่ไกลจากกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่มะขามป้อมอาร์ตสเปซอาจมองได้มากกว่า “Art Space” แต่เป็นหนึ่งในสถานีการเรียนรู้ของเชียงดาว สถานีที่ทำหน้าที่รับคนเข้ามาเชื่อมคนกับความรู้ และบางครั้งก็พาคนเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่น
จากละคร สู่พื้นที่ที่คนต่างวงการมาเจอกัน
มะขามป้อมเข้ามาตั้งพื้นที่ที่เชียงดาวตั้งแต่ปี 2547 โดยเริ่มจากโรงละคร ก่อนขยับขยายเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะ การแลกเปลี่ยน และการเรียนรู้ ทั้งละคร ศิลปะเพื่อสังคม การอบรม และกิจกรรมที่เปิดให้คนหลายวัยเข้ามามีส่วนร่วม
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่ามีโรงละครหรือมีลานศิลปะ แต่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังพื้นที่
พฤหัส พหลกุลบุตร หรือ “ก๋วย” เลขาธิการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) เป็นหนึ่งในคนสำคัญของการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ ผ่านงานละครเพื่อสังคมและงานด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะ “มหา’ลัยเถื่อน” ซึ่งเกิดจากการชวนคนจากวงการศึกษาและคนทำงานหลากหลายด้านมาพบกันที่เชียงดาว แล้วลองสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ไม่ต้องยึดติดกับกรอบของมหาวิทยาลัย
พฤหัสเคยอธิบายถึงความสำคัญของพื้นที่ไว้ว่า การเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวุฒิว่าใครเป็นด็อกเตอร์หรือใครจบอะไรมา หากคนหนึ่งคนเป็น “ตัวจริง” ในสิ่งที่เขาทำ เขาก็สามารถเป็นผู้แบ่งปันความรู้ได้
แนวคิดนี้อธิบายมะขามป้อมอาร์ตสเปซได้ดี เพราะคนที่เดินเข้ามาที่นี่ไม่ได้จำเป็นต้องมาเพื่อ “รับความรู้” จากผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียว แต่เข้ามาพบคนอื่น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทดลองทำ และกลับออกไปพร้อมคำถามใหม่
เมื่อพื้นที่ศิลปะกลายเป็นห้องเรียน
“มหา’ลัยเถื่อน” เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด การเรียนรู้เกิดขึ้นผ่านการลงมือทำ การทำงานกับชุมชน การทำโครงงาน และการสนทนา มากกว่าการนั่งฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันมะขามป้อมยังมี “โรงเรียนวิทยากร” ที่พัฒนาคนทำงานด้านกระบวนการเรียนรู้ รวมถึงงานด้านการศึกษารูปแบบอื่น ๆ
เมื่อมองเช่นนี้ โรงละครจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่แสดงละคร และลานประติมากรรมก็ไม่ได้มีไว้เพียงให้เดินชมงานศิลปะ พื้นที่เดียวกันสามารถกลายเป็นห้องเรียน เป็นพื้นที่ทดลอง เป็นที่ประชุม หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน
สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ภายในรั้วของมะขามป้อม
มีตัวอย่างของผู้เรียนที่ออกไปทำ “วิชาถิ่นนิยม” โดยใช้พื้นที่จริงของเชียงดาวเป็นห้องเรียน ทั้งป่าเชิงดอยนางอินเหลา ดอยหลวงเชียงดาว ร้านกาแฟ และสวนเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการเชื่อมกับบ้านเรียนทางช้างเผือกเพื่อทำ “Chiang Dao Classroom” ห้องเรียนธรรมชาติ
ตรงนี้เองที่ทำให้คำว่า “สถานี” มีความหมาย
มะขามป้อมไม่ได้จำเป็นต้องเป็นสถานที่ที่มีความรู้ทุกอย่างอยู่ในตัวเอง แต่เป็นจุดหนึ่งที่ช่วยให้คนรู้ว่า ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ อาหาร การเกษตร ศิลปะ การศึกษา หรือชีวิตของชุมชน อาจต้องเดินต่อไปอีกหน่อย
ประตูที่ไม่ได้บอกว่าต้องเดินไปทางไหน แต่ชวนให้เรียนรู้กันไป
โครงการเชียงดาวเมืองแห่งการเรียนรู้ที่มะขามป้อมทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ก็ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ แต่ให้ความสำคัญกับการค้นหาและเชื่อมโยงพื้นที่เรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างชุมชน ท้องถิ่น สถานศึกษา และภาคีต่าง ๆ
มะขามป้อมอาร์ตสเปซจึงอยู่ในภาพที่ใหญ่กว่าตัวพื้นที่เอง
คนหนึ่งอาจเดินทางมาที่นี่เพราะสนใจละคร แล้วได้รู้จักกระบวนการทำงานกับชุมชน อีกคนมาเพราะสนใจการศึกษา แล้วพบว่าธรรมชาติของเชียงดาวสามารถเป็นห้องเรียนได้ ครูบางคนมาหาความรู้เรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ แล้วกลับไปเปลี่ยนวิธีทำงานในโรงเรียนของตัวเอง
การเดินทางของความรู้จึงไม่ได้เป็นเส้นตรง
มันอาจเริ่มจากศิลปะ ไปสู่การศึกษา จากการศึกษาไปสู่ชุมชน จากชุมชนไปสู่ธรรมชาติ แล้วกลับมาสู่คำถามใหม่ของคนคนเดิม
นี่อาจเป็นความหมายหนึ่งของการเป็น Gateway ของการเรียนรู้ ไม่ใช่ประตูที่พาคนเข้ามาเพื่อบอกว่าต้องเรียนอะไร แต่เป็นประตูที่เปิดโอกาสให้คนพบว่า “สิ่งที่อยากรู้ต่อไป” อาจอยู่ที่ไหน
เมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ได้มีสถานีเดียว
หากเชียงดาวกำลังพยายามทำความเข้าใจตัวเองในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้ มะขามป้อมอาร์ตสเปซก็คงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เมืองหนึ่งมีสถานีการเรียนรู้หลายแบบ บางแห่งทำงานกับธรรมชาติ บางแห่งทำงานกับเด็ก บางแห่งเก็บรักษาภูมิปัญญา บางแห่งทำงานกับศิลปะ บางแห่งเป็นพื้นที่ของเกษตรกร หรือเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ
มะขามป้อมเป็นหนึ่งในจุดที่ช่วยเชื่อมคนเหล่านี้เข้าหากัน
จากพื้นที่ศิลปะจึงค่อย ๆ เกิดพื้นที่ของการพบปะ จากการพบปะเกิดการแลกเปลี่ยน และจากการแลกเปลี่ยน ความรู้ก็เดินทางออกไปสู่พื้นที่อื่นของเชียงดาว ขณะเดียวกันความรู้จากพื้นที่อื่นก็ย้อนกลับเข้ามาเติมพื้นที่แห่งนี้
เมื่อมองในมุมนี้ มะขามป้อมอาร์ตสเปซไม่ได้มีคุณค่าเพราะมีอาคารหรือกิจกรรมจำนวนมาก แต่เพราะ พื้นที่หนึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นจุดต่อของการเรียนรู้ได้
และบางที นั่นอาจเป็นภาพของเมืองแห่งการเรียนรู้ที่จับต้องได้กว่าการมี “ศูนย์การเรียนรู้” ขนาดใหญ่เสียอีก
เพราะเมืองที่เรียนรู้ได้ ไม่ใช่เมืองที่มีคำตอบพร้อมอยู่ทุกแห่ง หากเป็นเมืองที่เมื่อคนคนหนึ่งเกิดคำถามขึ้นมา เขายังสามารถเดินทางต่อไปพบคน พบพื้นที่ และพบความรู้ที่ตอบคำถามนั้นได้
มะขามป้อมอาร์ตสเปซจึงเป็นทั้ง Art Space และสถานีของการเรียนรู้ เป็นพื้นที่หนึ่งที่ช่วยเชื่อมความรู้ ผู้คน และพื้นที่ของเชียงดาวเข้าหากัน และเป็นประตูบานหนึ่งที่เปิดออกไปสู่การเรียนรู้ครั้งต่อไป
ประตูไม่ได้กำหนดว่าคนต้องเดินไปทางไหน
เพียงเปิดไว้ แล้วให้คนเลือกเส้นทางของตัวเอง