อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูล
องค์ความรู้ (KM)

เพราะคือทรัพยากร : เชียงดาวกับการเปลี่ยนขยะให้มีค่า

OKMD เชียงดาว ยอดเข้าชม 15 ครั้ง
เพราะคือทรัพยากร : เชียงดาวกับการเปลี่ยนขยะให้มีค่า

เมื่อสิ่งของที่หมดหน้าที่ไม่ได้หมายความว่าหมดคุณค่า เชียงดาวชวนมอง “ของเหลือ” ใหม่ผ่านการคัดแยก แปรรูป และนำกลับเข้าสู่วงจรของชุมชน เรื่องเล่าจากศูนย์ขยะวิทยาจึงพาไปไกลกว่าการจัดการสิ่งแวดล้อม สู่ความสัมพันธ์ระหว่างคน ทรัพยากร ภูมิประเทศ วิถีชีวิต และการเรียนรู้ของเมือง

     ในเมืองหนึ่ง สิ่งของจำนวนมากเริ่มต้นชีวิตด้วยการถูกซื้อ ถูกใช้ และในที่สุดก็ถูกวางไว้หน้าบ้านเพื่อรอการเก็บไป
ถุงพลาสติกจากตลาด ขวดน้ำหลังการเดินทาง เศษอาหารจากครัวเรือน หรือวัสดุที่เหลือจากการทำงาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้พ้นจากมือของเรา เรามักเรียกมันด้วยคำสั้น ๆ ว่า “ขยะ”
     ทว่าในเชียงดาว เรื่องราวไม่ได้จบลงที่คำนี้
เพราะเมื่อภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขา ป่า พื้นที่เกษตร ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว การจัดการของเหลือจึงสัมพันธ์กับวิธีที่ผู้คนใช้ทรัพยากร วิธีที่ชุมชนอยู่กับพื้นที่ และวิธีคิดว่าของสิ่งหนึ่งเมื่อหมดหน้าที่แล้วควรเดินทางไปที่ใดต่อ
     ในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์ขยะวิทยาชุมชนเชียงดาว จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้เห็นวิธีคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพราะสถานที่แห่งหนึ่งจะสามารถแก้ปัญหาของเมืองได้ทั้งหมด แต่เพราะการทำงานของที่นี่ชวนให้มองสิ่งที่เคยถูกทิ้งในฐานะ “ทรัพยากรที่ยังมีทางไปต่อ”

ก่อนจะใช้ ต้องรู้จักสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
     การจัดการของเหลือที่ต้นทางเริ่มจากเรื่องธรรมดามาก คือการมองให้เห็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร
ขวดพลาสติกไม่เหมือนเศษอาหาร กระดาษไม่เหมือนวัสดุที่ปนเปื้อน และวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสู่ปลายทางเดียวกันทั้งหมด
     การแยกจึงไม่ได้เป็นเพียงการทำให้ถังเป็นระเบียบ แต่เป็นการฝึกให้คนมองเห็นคุณสมบัติและเส้นทางของสิ่งของแต่ละชนิด
     สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า ศูนย์ขยะวิทยาชุมชนเชียงดาวทำงานตั้งแต่การคัดแยกวัสดุรีไซเคิล การสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือใช้ การลดปริมาณสิ่งที่ต้องกำจัด ไปจนถึงการแปรรูปวัสดุบางประเภทเป็นพลังงาน ขณะเดียวกันการทำงานในพื้นที่ยังเชื่อมโยงไปถึงการจัดการเศษอาหารด้วยกระบวนการทางชีวภาพ เช่น การใช้หนอนแมลงโปรตีนช่วยย่อยเศษอาหารและผลิตปุ๋ยชีวภาพ
     ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เส้นตรงจาก “ใช้แล้วทิ้ง” แต่ค่อย ๆ กลายเป็นวงจร
     ใช้ → แยก → คัดเลือก → แปรรูป → ใช้ใหม่
     ของบางอย่างกลับไปเป็นวัตถุดิบ ของบางอย่างกลับไปเป็นพลังงาน เศษอาหารกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวภาพ และวัสดุบางประเภทกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง
ความรู้เรื่องการจัดการของเหลือจึงค่อย ๆ กลายเป็นความรู้เรื่องทรัพยากร

ภูเขาไม่ได้แยกออกจากวิถีชีวิต
     หากมองเชียงดาวจากแผนที่ จะเห็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบนิเวศของดอยหลวงเชียงดาว ขณะเดียวกันพื้นที่โดยรอบก็เป็นพื้นที่ที่ผู้คนอาศัย ทำเกษตร ทำมาหากิน และรองรับผู้คนที่เดินทางเข้ามาความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่อาจแยกเป็น “ธรรมชาติ” อยู่ด้านหนึ่ง และ “ชุมชน” อยู่อีกด้านหนึ่ง
     สิ่งที่เหลือจากครัวเรือนเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต
     สิ่งที่เหลือจากการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของพื้นที่
     เศษอาหารเกี่ยวข้องกับระบบอาหารและการเกษตร
     วัสดุเหลือใช้บางชนิดเกี่ยวข้องกับการผลิตและรายได้
     ดังนั้น การจัดการของเหลือในเชียงดาวจึงเป็นเรื่องของ “ภูมิสังคม” ไปพร้อมกัน เพราะวิธีจัดการทรัพยากรสัมพันธ์กับภูมิประเทศ อาชีพ วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่
     รายงานถอดบทเรียนเชียงดาวโมเดลยังกล่าวถึงศูนย์ขยะวิทยาในฐานะหนึ่งในกลไกของเครือข่ายผู้นำชุมชนและภาคประชาชนที่ทำงานเชื่อมโยงกับเรื่องป่า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจฐานทรัพยากร ทั้งการต่อยอดวัสดุเหลือใช้ การทำปุ๋ยหมัก และการจัดการสิ่งเหลือจากการบริโภค
     เมื่อมองเช่นนี้ การดูแลสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้หมายถึงการดูแลธรรมชาติที่อยู่ห่างจากชีวิต แต่เป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่คนใช้ทุกวัน

คนที่รู้จักทรัพยากร กำลังรู้จักพื้นที่ของตัวเอง
     ความน่าสนใจของศูนย์ขยะวิทยาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือหรือกระบวนการแปรรูปเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน” ซึ่งทำให้ความรู้เหล่านั้นเกิดขึ้นจริง
     การคัดแยกต้องอาศัยคน
     การรวบรวมต้องอาศัยคน
     การรู้ว่าวัสดุแต่ละชนิดนำไปทำอะไรต่อได้ ต้องอาศัยประสบการณ์
     และการนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ ต้องอาศัยทั้งความรู้ การทดลอง และความต่อเนื่อง
     พ่อหลวงแต๊จึงมีบทบาทในฐานะคนทำงานที่สั่งสมความรู้จากการปฏิบัติ แล้วนำความรู้นั้นมาเปิดให้ผู้อื่นเรียนรู้ต่อ
     ความรู้ลักษณะนี้แตกต่างจากความรู้ในตำรา เพราะเกิดขึ้นจากการอยู่กับของจริง อยู่กับปัญหาจริง และต้องหาคำตอบที่ใช้ได้จริงในพื้นที่
     เด็ก เยาวชน เกษตรกร หรือคนทั่วไปที่เข้ามาเรียนรู้จึงไม่ได้เพียง “ฟังเรื่องสิ่งแวดล้อม” แต่สามารถเห็นวัสดุจริง กระบวนการจริง และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เคยคิดว่าไม่มีค่า กับสิ่งที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้
     ในความหมายนี้ คนจัดการของเหลือไม่ได้เป็นเพียงผู้ทำงานปลายทาง แต่เป็นคนที่กำลังเรียนรู้ระบบทรัพยากรของพื้นที่ไปพร้อมกัน

เมื่อสิ่งที่มีอยู่กลับเข้าสู่วงจรใหม่
     “ขยะแลกไข่” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า การจัดการของเหลือสามารถเชื่อมกับชีวิตประจำวันได้อย่างไร
แนวคิดนี้มีการใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยให้ครัวเรือนคัดแยกวัสดุรีไซเคิลแล้วนำมาแลกไข่หรือเปลี่ยนเป็นมูลค่าตามวัสดุที่รวบรวมได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ไข่เพียงอย่างเดียว แต่คือกระบวนการที่ทำให้คนต้องเรียนรู้ว่าสิ่งใดควรแยก สิ่งใดมีมูลค่า และควรจัดการของเหลืออย่างไรตั้งแต่ในบ้าน
     เมื่อมองจากมุมนี้ “ของเหลือ” กลายเป็นตัวกลางที่สร้างความสัมพันธ์ใหม่
     ระหว่างครัวเรือนกับชุมชน
     ระหว่างการบริโภคกับความรับผิดชอบ
     ระหว่างสิ่งของกับเศรษฐกิจ
     และระหว่างคนกับทรัพยากรที่อยู่รอบตัว
     การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากเรื่องเล็กมาก เพียงแค่ไม่โยนทุกอย่างรวมกัน
แต่เมื่อคนจำนวนมากทำสิ่งเดียวกัน สิ่งเล็ก ๆ นั้นสามารถกลายเป็นระบบการจัดการของพื้นที่ได้

จากสิ่งที่มีอยู่ สู่คุณค่าของชุมชน
     บางครั้งคุณค่าของสิ่งของไม่ได้อยู่ที่การทำให้มันกลายเป็นของใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม
     แต่อยู่ที่การทำให้มันกลับเข้าสู่วงจรของชีวิตอีกครั้ง
     นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญจากเชียงดาว
     เมืองไม่ได้มีทรัพยากรไม่จำกัด และการอนุรักษ์ก็ไม่ได้หมายถึงการกันธรรมชาติออกจากชีวิตของผู้คน หากเป็นการเรียนรู้ว่าจะใช้ทรัพยากรอย่างไร โดยไม่ทำลายฐานที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่
ในพื้นที่ที่มีทั้งป่า ภูเขา เกษตรกรรม ชุมชน และการท่องเที่ยว การจัดการของเหลือจึงเป็นเรื่องเล็กที่สะท้อนคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า


เราจะอยู่กับพื้นที่อย่างไร
     คำถามนี้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป และศูนย์ขยะวิทยาก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเชียงดาว
     แต่การที่คนในพื้นที่สามารถนำสิ่งที่เหลือจากการใช้ชีวิตกลับมาคิดใหม่ แยกใหม่ ใช้ใหม่ และสร้างประโยชน์ใหม่ได้ ทำให้เห็นศักยภาพอีกด้านหนึ่งของเมือง นั่นคือการเปลี่ยน “ของที่ไม่มีใครต้องการ” ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
ท้ายที่สุด การจัดการของเหลือจึงอาจไม่ได้สอนเพียงว่า “เราควรทิ้งอย่างไร”
แต่มันกำลังสอนคำถามที่ลึกกว่า 
     ก่อนจะทิ้ง เราได้รู้จักสิ่งนั้นดีพอแล้วหรือยัง
     เพราะเมื่อคนรู้จักของที่ตัวเองใช้ รู้ว่ามันมาจากไหน และรู้ว่าหลังจากหมดหน้าที่แล้วมันสามารถเดินทางไปที่ใดต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรก็เปลี่ยนไป
     จากผู้บริโภค กลายเป็นผู้ดูแลวงจร
     จากของเหลือ กลายเป็นทรัพยากรที่รอการจัดการ
     และจากการจัดการสิ่งของในชุมชนเล็ก ๆ อาจเกิดความรู้ชุดหนึ่งที่สำคัญต่ออนาคตของเชียงดาว ความรู้ในการอยู่กับภูมิประเทศของตัวเอง โดยใช้ทรัพยากรให้นานที่สุด และทิ้งสิ่งที่เหลือไว้ให้น้อยที่สุด
จากของเหลือสู่ทรัพยากร จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนสิ่งหนึ่งให้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
     แต่คือการเปลี่ยนวิธีมอง
     เมื่อมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เคยมองข้าม เมืองก็อาจมองเห็นทรัพยากรของตัวเองได้มากขึ้น และเมื่อคนเรียนรู้ที่จะใช้สิ่งเดิมให้เกิดชีวิตใหม่ การเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้อยู่ในศูนย์แห่งใดแห่งหนึ่งอีกต่อไป หากเดินทางกลับไปอยู่ในบ้าน ในชุมชน และในภูมิทัศน์ของเชียงดาวเอง